ทำไมราคาทองคำจึงปรับตัวขึ้นแรง?
ตลาดทองคำกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นที่น่าสนใจในเดือนสิงหาคม 2026 โดยราคาทองคำ Spot ขึ้นไปแตะประมาณ 4,677 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันที่ 24 สิงหาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 เดือน
การปรับตัวขึ้นครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งค่าเงินดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ นโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ความต้องการซื้อผ่าน ETF และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
1. ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า
ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ
เนื่องจากทองคำมีการซื้อขายในสกุลเงินดอลลาร์เป็นหลัก เมื่อดอลลาร์อ่อนค่าลง ทองคำจะมีราคาถูกลงในมุมมองของผู้ซื้อที่ถือสกุลเงินอื่น ส่งผลให้ความต้องการทองคำมีโอกาสเพิ่มขึ้น
Reuters รายงานว่าราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากดอลลาร์ที่อ่อนค่าและการลดลงของความคาดหวังเกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed
2. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ลดลง
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ
ทองคำไม่มีดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนประจำเหมือนพันธบัตร ดังนั้นเมื่อผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองคำก็เพิ่มขึ้น
ในทางกลับกัน หากอัตราผลตอบแทนลดลง ทองคำก็มีความน่าสนใจมากขึ้น
ช่วงที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ลดลงจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับแผนการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งช่วยสนับสนุนราคาทองคำ
3. ตลาดกำลังจับตา Fed
นโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อราคาทองคำ
หากนักลงทุนคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะลดลงหรือ Fed จะใช้นโยบายที่ผ่อนคลายมากขึ้น ผลตอบแทนที่แท้จริงอาจลดลง และทองคำมีโอกาสได้รับแรงซื้อเพิ่มขึ้น
ขณะนี้ตลาดกำลังจับตาข้อมูลเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ รวมถึงถ้อยแถลงของประธาน Fed Kevin Warsh ในการประชุม Jackson Hole เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต
4. เงินทุนไหลกลับเข้าสู่ Gold ETF
อีกปัจจัยที่น่าสนใจคือการกลับมาของเงินลงทุนในกองทุน ETF ที่ถือทองคำเป็นสินทรัพย์อ้างอิง
Reuters รายงานว่า Gold ETF มีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 46.7 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 6.4 พันล้านดอลลาร์ในหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในรอบประมาณ 10 เดือน
ข้อมูลจาก World Gold Council ยังระบุว่า Gold ETF ทั่วโลกมีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม หลังจากมีเงินไหลออกติดต่อกันสองเดือนก่อนหน้านั้น
เมื่อเงินทุนขนาดใหญ่กลับเข้าสู่ตลาดทองคำ ก็สามารถช่วยเพิ่มแรงซื้อและสนับสนุนราคาทองคำได้
5. ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย
ทองคำมักได้รับความสนใจในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง
ความตึงเครียดเกี่ยวกับอิหร่าน ความเป็นไปได้ของมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ รวมถึงความไม่แน่นอนด้านการค้าโลก ทำให้นักลงทุนหันมาสนใจสินทรัพย์ที่สามารถใช้ป้องกันความเสี่ยงได้มากขึ้น
6. ปัจจัยทางเทคนิคช่วยเร่งการปรับตัวขึ้น
นอกจากปัจจัยพื้นฐานแล้ว ปัจจัยทางเทคนิคก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน
ราคาทองคำสามารถทะลุเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน ซึ่งเป็นระดับที่นักลงทุนจำนวนมากใช้ติดตามแนวโน้มระยะกลางและระยะยาว
เมื่อราคาทะลุแนวต้านสำคัญ ระบบการซื้อขายตามแนวโน้มอาจเข้ามาเพิ่มแรงซื้อ ทำให้ราคาปรับตัวขึ้นเร็วกว่าเดิม
ราคาทองคำจะขึ้นต่อหรือไม่?
มีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นต่อ แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาจะเพิ่มขึ้นทุกวัน
หลังจากราคาปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว นักลงทุนอาจขายทำกำไรและทำให้เกิดการพักฐานระยะสั้นได้
ปัจจัยที่ควรติดตาม ได้แก่:
- ตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ
- ท่าทีของ Fed
- ค่าเงินดอลลาร์
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ
- เงินทุนที่ไหลเข้าและออกจาก Gold ETF
- สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
- แนวรับและแนวต้านทางเทคนิค
หากดอลลาร์ยังอ่อนค่า ผลตอบแทนพันธบัตรยังลดลง และตลาดคาดการณ์นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ราคาทองคำก็ยังมีปัจจัยสนับสนุน
แต่หากดอลลาร์กลับมาแข็งค่าและตลาดคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้นนานกว่าที่คาด ราคาทองคำก็อาจเผชิญแรงขายได้
สรุป
การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมาเกิดจาก หลายปัจจัยที่สนับสนุนไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นดอลลาร์ที่อ่อนค่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลง ความคาดหวังต่อนโยบาย Fed เงินทุนที่กลับเข้าสู่ ETF ทองคำ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม หลังจากราคาปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ความผันผวนและความเสี่ยงจากการขายทำกำไรก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน นักลงทุนจึงควรติดตามทั้ง ดอลลาร์ Fed อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และกระแสเงิน ETF ควบคู่ไปกับราคาทองคำ